วันจันทร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2554

ใบงานที่ 8

การแบ่ง Partition เบื้องต้น

    Program ที่ใช้สำหรับแบ่ง Partition มีอยู่หลายตัวมากๆครับ แล้วแต่ว่าใครจะถนัดใช้ตัวไหน ผมเอามาสอนเท่าที่ผมใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ (ส่วนใหญ่ผมจะใช้จากแผ่น Hiren นะครับ)
            ก่อนจะมารู้จักการใช้โปรแกรมต่างๆ ขออธิบายเรื่องของPartitionซักนิดนึงนะครับ
    การแบ่งPartitionก็คือการแบ่งพื้นที่ HDD ออกเป็นส่วนๆ ตามความต้องการของเราครับ โดยจะมีชื่อเรียกพื้นที่ต่างๆ คือ
  1. Primary จะใช้เก็บ OS หรือ Windows ครับ
  2. Extended เป็นพื้นที่ๆเหลือจาก Primary และจะคลอบคลุมพื้นที่ Logical
  3. Logical จะเป็นพื้นที่ภายใต้ Extended และจะถูกแบ่งออกเป็น Drive ย่อยๆเช่น D:, E:, F:
ประโยชน์ของการแบ่ง Partition ก็เพื่อใช้เก็บข้อมูลสำคัญต่างๆออกจาก OS เพื่อความปลอดภัยจาก virus ได้ในระดับนึงครับ เพื่อให้ง่ายต่อการกู้ข้อมูล และกู้ windows ด้วยครับ
    
Program ที่จะใช้สอนมีดังนี้
  1. Norton PartitionMagic Pro Server 8.05
  2. Paragon Partition Manager
  3. Acronis Disk Director Suite
  4. Smart Fdisk 2.05

วิธีการ FORMAT เครื่องคอมพิวเตอร์
1. การ Format ก็คือการลบข้อมูลทั้งหมดใน Partition นั้น ๆ ข้อมูลจะหายไปทั้งหมด แต่ในความเป็นจริงแล้วข้อมุลยังอยู่ เพราะคอมพิวเตอร์แค่ไป mark ไว้เท่านั้นว่าข้อมูลตรงนี้เป็นข้อมูลว่างสามารถใช้งานได้ ทำให้แม้ว่าจะ Format ข้อมูลใน Hard Disk ไปแล้ว ก็ยังมีมือดี (ดีจริงเหรอ) กู้ข้อมูลกลับคืนมาได้
2. จะ Format กี่ครั้งก็ได้ แต่ตามปกติแล้ว จะ Format ก็ต่อเมื่อต้องการติดตั้ง OS ใหม่เป็นเหตุผลหลัก
3. ขั้นตอนการ Format สามารถทำได้ 2 วิธี
   3.1 แบบ Command Prompt มีขั้นตอนดังนี้
         - คลิกที่ Start >> run >> พิมพ์ cmd
         - พิมพ์ format และชื่อ drive เช่น format d:
    3.2 แบบ GUI  มีขั้นตอนดังนี้
         - เปิด My Computer
         - คลิกที่ Drive ที่ต้องการ Format
         - คลิกขวาแล้วเลือก Format
         - เลือกประเภทของ File System ที่ต้องการว่าจะใช้ Fat, Fat32 หรือ NTFS
         - คลิกที่ Start เพื่อเริ่ม Format

หมายเหตุ : กรณีต้องการ Format Drive ที่มี OS เช่น Drive C ควร Format ด้วยแผ่นติดตั้ง Windows จะดีที่สุด >> ตอนลง Windows ที่หน้าจอเลือก Partition เครื่องจะถามเราว่าจะ Format หรือไม่ ก็ให้ Format ไป

ก่อน Format ทุกครั้งอย่าลืม Backup ข้อมูลไว้ด้วยนะครับ ไม่อย่างนั้นคุณอาจต้องเสียเวลา หลายสิบชั่วโมงเพื่อกู้ข้อมูลคืนครับ

วันจันทร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ใบงานที่ 7

เรื่อง tips trick การแก้ปัญหาคอมพิวเตอร์


1.1         เกี่ยวกับ Hardware
ใช้เครื่องได้สักพัก มักจะแฮงค์ พอปิดเครื่องสักครู่แล้วเปิดใหม่ ก็ใช้งานต่อได้อีกสักพักแล้วก็แฮงค์อีก อาจจะเกิดจากความร้อนสูงเกินไป อย่างแรกให้ตรวจสอบพัดลมต่าง ๆ ว่าทำงานปกติดีหรือเปล่า หากเครื่องทำ Over Clock อยู่ด้วยก็ทดลองลดความเร็วลงมา ใช้แบบงานปกติดูก่อนว่ายังเป็นปัญหาอยู่อีกหรือเปล่า ถ้าใน bios มีระบบดูความร้อนของ CPU หรือ Main Board อยู่ด้วยให้สังเกตค่าของ อุณหภูมิ ว่าสูงเกินไปหรือเปล่า ทั้งนี้อาจจะทำการเพิ่มการติดตั้งหรือเปลี่ยนพัดลมของ CPU ช่วยด้วยก็ดี
 
1.2  เกี่ยวกับ sofeware                                                                                       
ข้อความผิดพลาดที่ 7 : Error Reading CD-ROM in Drive D: ( หรือไดรฟ์ที่เป็นซีดีรอม ) Please insert CD-ROM XX With Serial Number XX in Drive d: … if the CD-ROM is still the drive, it may require cleaning     ข้อความผิดพลาดนี้จะแจ้งขึ้นมาว่าเกิดความผิดพลาดจากการอ่านแผ่นซีดีในไดรฟ์ D: ( หรือไดรฟ์ที่เป็นซีดีรอม ) ซึ่งสาเหตุมาจากที่ผู้ใช้กดปุ่ม Eject เพื่อนำแผ่นซีดีรอมออกมาก่อนที่วินโดวส์ จะอ่านข้อมูลเสร็จ วิธีแก้ไขก็คือ ให้นำแผ่นใส่กลับไปเหมือนเดิมรอจนกว่าวินโดวส์จะอ่านข้อมูลจากแผ่นเสร็จแล้วจึงค่อยนำออกมา โดยให้สังเกตจากหลอดไฟที่ตัวไดรฟ์ซีดีรอม ควรรอให้ไฟหยุดกระพริบเสียก่อน บางครั้งสาเหตุนี้ก็อาจเกิดจากการที่ผู้ใช้นำแผ่นซีดีที่ใช้งานไม่ได้แล้วใส่ลงไป หรือไม่ก็แผ่นซีดีสกปรกจนไดรฟ์ซีดี ไม่สามารถอ่านข้อมูลได้ ควรนำออกมาทำความสะอาดให้เรียบร้อยก่อนใส่กลับไปอีกครั้งหนึ่ง

วันจันทร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ใบงานที่ 5


องค์ประกอบของการใช้งาน CD-ROM ในระบบมัลติมีเดีย

การใช้งาน CD-ROM เพื่อเป็นสื่อในการบันทึกข้อมูลแบบมัลติมีเดีย ในระบบคอมพิวเตอร์นั้น จะประกอบไปด้วย
CD-ROM Drive : ทำหน้าที่เป็นตัวอ่านข้อมูลที่บันทึกในแผ่นซีดีรูปแบบต่าง ๆ โดย ภายในจะมีจานหมุน และหัวอ่านซีดี ที่เป็นตัวส่งแสงเลเซอร์ไปตกกระทบกับข้อมูลในแผ่นซีดี ออกมาตีความเป็นรหัสเลขฐานสอง ในคอมพิวเตอร์
CD-ROM : แผ่นซีดี เป็นแผ่นจานแสงที่มีความจุสูง ใช้สำหรับบันทึกข้อมูลภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ มีหลายรูปแบบและมาตรฐานการใช้งานที่ต่างกัน
หลักการทำงานของ CD-ROM Driveใช้หลักการสะท้อนของแสงเลเซอร์ โดยตัวเครื่องขับซีดีจะมีตัวยิงลำแสงผ่าน Laser Diode ผ่านแท่งปริซึมไปยังพื้นผิวของแผ่นซีดี ซึ่งมีลักษณะไม่เท่ากันเป็นแบบราบ (Land) หรือเป็นหลุม (Pitch) ถ้าลำแสงตกกระทบยังส่วนที่แบบราบ (Land) แสงจะสะท้อนกลับออกมาตกกระทบกับอุปกรณ์รับแสงที่เรียกว่า Photo Detector ในหัวอ่านเลนส์ ต่างกับเมื่อแสงตกกระทบกับหลุม(Pitch) นั้น แสงจะไม่สะท้อนกลับออกมา นำไปแปลงป็นสัญญาณไฟฟ้า เพื่อตรวจสอบสถานะว่าเป็นค่า 0 หรือ 1 ในทางดิจิตอล ทำให้เราทราบข้อมูลว่าเป็นเช่นไร




แผ่นซีดีรอมเป็นแผ่นจานกลมบาง ทำจากแผ่นพลาสติกเคลือบด้วยสารโพลีคาร์บอเนต(Poly Carbonate) เพื่อให้เป็นผิวหน้ามันสะท้อนแสง โดยมีการบันทึกข้อมูลเป็นสายเดียวกัน (Single Track) ขดเป็นวงรอบแบบเป็นเกลียว (Spiral) มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 120 มิลลิเมตร มีความจุข้อมูลที่เป็นคอมพิวเตอร์ที่ 650 MB ที่พื้นผิวของแผ่นซีดี จะมีร่องที่แสดงถึงข้อมูล ที่บันทึกอยู่ภายใน แผ่นซีดีรอม เป็นแบบอ่านข้อมูลได้อย่างเดียวนั่นหมายความว่าเราไม่สามารถแก้ไขข้อมูลที่บันทึกอยู่ภายในได้
ประเภทของซีดี ตามรูปแบบการใช้งานมีดังนี้
Audio CD : ซีดีเพลง เป็นรูปแบบการบันทึกข้อมูลเพลงลงบนสื่อที่เป็นแผ่นจานแสง โดยใช้การสุ่มเสียงเพลง(Sampling) สามารถบันทึกเสียงเพลงทั้งสิ้น 74 นาที
VCD (Video CD) : เป็นสื่อที่ใช้บันทึกข้อมูลวิดีโอที่เป็นภาพเคลื่อนไหว ที่บีบอัดด้วยเทคโนโลยีแบบ MPEG-1 เป็นมาตรฐานการแสดงผลวิดีโอที่สามารถเก็บข้อมูลได้อย่างดี
CD-ROM : เป็นแผ่นที่บันทึกได้ครั้งเดียวแต่อ่านได้หลายครั้ง ในการบันทึกจะใช้หลักการสะท้อนของแสงผ่านพื้นผิวซีดี โดยจะมีความจุสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 650 ล้านไบต์
CD-I (Interactive) : เป็นการนำสื่อแบบมัลติมีเดียทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นข้อความ, รูปภาพ, เสียง และภาพเคลื่อนไหว มารวมกัน เป็นซีดีแบบที่สามารถโต้ตอบกันได้ แต่ไม่เป็นที่นิยมเท่าที่ควรในปัจจุบัน
CD-R (CD-Recordable) : เป็นแผ่นที่บันทึกได้หลายครั้งและนำเอามาอ่านได้หลายครั้งเช่นเดียวกัน แผ่น CD-R เป็นแผ่นที่สามารถบันทึกได้ตั้งแต่ 1 ครั้งจนถึงมากสุด 99 ครั้งโดยการบันทึกข้อมูลใหม่ต่อจากข้อมูลเก่าไปเรื่อยๆจนเต็มแผ่น แต่เราไม่อาจลบหรือบันทึกข้อมูลใหม่ทับบนข้อมูลเดิมที่บันทึกไปแล้วได้
CD-RW (CD-Rewritable) : เป็นแผ่นที่ต่างจากแผ่นซีดีทั่วไป คือ เมื่อมีการบันทึกข้อมูลลงแผ่นแล้วผู้ใช้สามารถลบหรือบันทึกทับข้อมูลเดิมได้หลายครั้ง โดยอาศัยการเปลี่ยนแปลงทางเคมีของสารที่เคลือบอยู่บนพื้นผิว 
2. ดีวีดี (DVD: Digital Video Disk) ดีวีดี(Digital Video Disk: DVD) เป็นแผ่นจานแสงอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งมีความจุใน การเก็บข้อมูลแบบดิจิตอล ได้สูงกว่าแผ่นซีดี เป็นจำนวนมาก หลักการของแผ่นดีวีดีนั้น ใช้หลักการสะท้อนของแสงที่ตกกระทบกับพื้นผิวของจานแสงเหมือนกับแผ่นซีดี แต่จะมีความแตกต่างกันตรงที่แสงเลเซอร์ของแผ่นดีวีดี นั้นมีขนาดที่เล็กกว่าลำแสงของแผ่นซีดี ทำให้สามารถบรรจุข้อมูลลงไปภายในได้มากกว่า โดยมีความจุเริ่มต้นที่ 4.7 พันล้านไบต์ (Giga Bytes: GB) ต่างกับแผ่นซีดีที่มีความจุสูงสุดเพียง 650 MB เท่านั้น 


  





 คุณสมบัติของแผ่นดีวีดี
แผ่นดีวีดี ถูกออกแบบมาให้เป็นสื่อที่สามารถบันทึกข้อมูลจำนวนมาก ๆ ได้ โดยมีส่วนที่เป็นข้อดีคือ
· Capacity : เป็นสื่อที่มีความจุสูงมาก เริ่มต้นที่ 4.7 GB ( ประมาณ 7 เท่าเมื่อเทียบกับแผ่นซีดี) และสามารถมีความจุได้สูงสุดที่ 17 GB ในขนาดที่เท่ากับแผ่นซีดีปกติ
· Interoperability : ดีวีดี ได้ถูกออกแบบมาเพื่อใช้นำเสนองานมัลติมีเดีย เพื่อความบันเทิง เช่น เครื่องเล่นดีวีดี ตามบ้าน ก็สามารถใช้แผ่นดีวีดี แผ่นเดียวกันได้
· Backward Compatible : เครื่องอ่านแผ่นดีวีดีนั้น สามารถอ่านแผ่นซีดีแบบเดิมได้ นั่นคือ สามารถใช้งานกับแผ่นซีดี อย่างไม่มีปัญหา

ใบงานที่ 4 .... Harddisk


ฮาร์ดดิสก์ Harddisk ?
Hard Disk   คือ  อุปกรณ์ที่เก็บข้อมูลได้มาก  สามารถเก็บได้อย่างถาวรโดยไม่จำเป็นต้องมีไฟฟ้ามาหล่อเลี้ยงตลอดเวลา  เมื่อปิดเครื่องข้อมูลก็จะไม่สูญหาย ดังนั้น  Hard Disk  จึงถูกจัดเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการเก็บระบบปฏิบัติการ  โปรแกรม  และข้อมูลต่าง    เนื่องจาก  Hard Disk  เป็นอุปกรณ์ที่ง่ายต่อการอัพเกรดทำให้เทคโนโลยี  Hard Disk  ในปัจจุบันได้พัฒนาอย่างรวดเร็ว ฉะนั้นการเลือกซื้อ  Hard Disk   จึงควรคำนึงซึ่งประสิทธิภาพที่จะได้รับจาก  Hard Disk

ส่วนประกอบฮาร์ดดิสก์ ?

1. แขนของหัวอ่าน ( Actuator Arm )
ทำงานร่วมกับ Stepping Motor ในการหมุนแขนของหัวอ่านไปยังตำแหน่งที่เหมาะสม สำหรับการอ่านเขียนข้อมูล โดยมีคอนโทรลเลอร์ ทำหน้าที่แปลคำสั่งที่มาจากคอมพิวเตอร์ จากนั้นก็เลื่อนหัวอ่านไปยังตำแหน่งที่ต้องการ เพื่ออ่านหรือเขียนข้อมูล และใช้หัวอ่านในการอ่านข้อมูล ต่อมา Stepping Motor ได้ถูกแทนด้วย Voice Coil ที่สามารถทำงานได้เร็ว และแม่นยำกว่า Stepping Motor

2 . หัวอ่าน ( Head )
เป็นส่วนที่ใช้ในการอ่านเขียนข้อมูล ภายในหัวอ่านมีลักษณะเป็น ขดลวด โดยในการอ่านเขียนข้อมูลคอนโทรลเลอร์  จะนำคำสั่งที่ได้รับมาแปลงเป็นแรงดันไฟฟ้าแล้วป้อนเข้าสู่ขดลวดทำให้เกิดการเหนี่ยวนำทางแม่เหล็ก ไปเปลี่ยนโครงสร้างของสารแม่เหล็ก ที่ฉาบบนแผ่นดิสก์ จึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของข้อมูลขึ้น

3. แผ่นจานแม่เหล็ก ( Platters )
มีลักษณะเป็นจานเหล็กกลมๆ ที่เคลือบสารแม่เหล็กวางซ้อนกันหลายๆชั้น (ขึ้นอยู่กับความจุ) และสารแม่เหล็กที่ว่าจะถูกเหนี่ยวนำให้มีสภาวะเป็น 0 และ1 เพื่อจัดเก็บข้อมูล โดยจานแม่เหล็กนี้จะติดกับมอเตอร์ ที่ทำหน้าที่หมุน แผ่นจานเหล็กนี้ ปกติ Hard Disk  แต่ละตัวจะมีแผ่นดิสก์ประมาณ 1-4 แผ่นแต่ละแผ่นก็จะเก็บข้อมูลได้ทั้ง 2 ด้าน

4. มอเตอร์หมุนจานแม่เหล็ก ( Spindle Moter )
เป็นมอเตอร์ที่ใช้หมุนของแผ่นแม่เหล็ก ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากต่อความเร็วใน การหมุน ของ Hard Disk เพราะยิ่งมอเตอร์หมุนเร็วหัวอ่านก็จะเจอข้อมูลที่ต้องการเร็วขึ้น ซึ่งความเร็วที่ว่านี้จะวัดกันเป็นรอบต่อนาที ( Rovolution Per Minute หรือย่อว่า RPM ) ถ้าเป็น Hard Disk รุ่นเก่าจะหมุนด้วยความเร็วเพียง 3,600รอบต่อนาที ต่อมาพัฒนาเป็น 7,200รอบต่อนาที และปัจจุบันหมุนได้เร็วถึง 10,000รอบต่อนาที การพัฒนาให้ Hard Disk หมุนเร็วจะได้ประสิทธิภาพสูงขึ้น

5. เคส ( Case )
มีลักษณะเป็นกล่องสี่เหลี่ยม ใช้บรรจุกลไกต่างๆ ภายในแผ่นดิสก์เพื่อป้องกันความเสียหาย ที่เกิดจากการหยิบ จับ และป้องกันฝุ่นละออง

ชนิดของฮาร์ดดิสก์ (Hard Drive Disk)
     
Hard Disk แบ่งตามชนิดของการเชื่อมต่อ (Interface) ได้ 4 ชนิด คือ

1. แบบ IDE (Integrate Drive Electronics) เป็น การเชื่อมต่อแบบเก่า โดยใช้สายแพขนาด 40 เส้น โดยที่สายแพ 1 เส้น สามารถเชื่อมต่อฮาร์ดดิสก์ได้ 2 ตัว ซึ่งในเมนบอร์ดจะมีขั้วต่อ IDE อยู่ 2 ขั้ว ดังนั้นจึงสามารถเชื่อมต่อฮาร์สดิสก์ได้สูงสุด 4 ตัว ส่วนความเร็วในการถ่ายโอนข้อมูลอยู่ที่ 8.3 เมกกะไบต์/วินาที และขนาดความจุแค่ 504 MB.

2. แบบ E-IDE (Enhanced Integrated Drive Electronics)เป็น IDE ชนิดหนึ่งที่พัฒนามาจากแบบเก่า เชื่อมต่อด้วยสายแพขนาด 80 เส้น มีความความเร้วเร็วในการถ่ายโอนมูลเพิ่มขึ้นมาสูงถึง 133 เมกะไบต์/วินาที และมีขนาดความจุมากกว่า 504 MB.
วิธีการรับส่งข้อมูลแบ่งเป็น 2 โหมด คือ
1) โหมด PIO (Program Input Output) เป็นการรับส่งข้อมูลโดยผ่านการประมวลผลของข้อมูลจาก Hard Disk เข้ามายัง CPU หรือส่งข้อมูลจาก CPU ไปยัง Hard Disk ดังนั้นจึงไม่เหมาะกับงานที่ต้องการเข้าถึงข้อมูลใน Hard Disk บ่อยครั้ง หรือการทำงานพร้อมกันหลายๆ งาน (Multitasking Environment)
2) โหมด DMA (Direct Memory Access) การรับส่งข้อมุลชนิดนี้ จะอนุญาตให้อุปกรณ์ต่างๆ ส่งผ่านข้อมูลไปยังหน่วยความจำหลัก (RAM) ได้โดยตรงโดยที่ไม่ต้องไปติดต่อ CPU ก่อน ทำให้ CPU จัดการงานได้เร็วขึ้น


3. แบบ SCSI (Small Computer System Interface) เป็น Interface ชนิดที่สามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ได้ถึง 7-15 ชิ้น โดยการเชื่อมต่อแบบ SCSI นี้จะมีการ์ดสำหรับการควบคุมโดยเฉพาะ เรียกว่า การ์ด SCSI” ซึ่งจะต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์ โดยที่ SCSI 1 Board สามารถต่อได้ 2 Controller นั่นหมายความว่าจะสามารถต่ออุปกรณ์ได้สูงสุดถึง 30 ชิ้นเลยทีเดียว ส่วนความเร็วในการถ่ายโอนข้อมูลสูงสุดจะอยู่ที่ 320 เมกะไบต์/วินาที และมีความเร็วในการหมุนของฮาร์สดิสก์ค่อนข้างสูงอยู่ที่ 10,000 และ 15,000 รอบต่อนาที ดังนั้นจึงเหมาะกับงานด้าน Server มากกว่า


4. แบบ Serial ATA เป็น Interface ที่กำลังนิยมในปัจจุบัน ใช้เทคโนโลยีในการเชื่อมต่อแบบใหม่ที่เรียกว่า Serial ATA มีอัตราในการถ่ายโอนข้อมูลขั้นแรกสูงสุดถึง 150 เมกกะไบต์/วินาที

วันพุธที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ระบบปฏิบัติการ DOS

   ระบบปฏิบัติการ (operating system) เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของระบบซอฟต์แวร์ ระบบปฏิบัติการประกอบขึ้นจากชุดโปรแกรมที่ทำหน้าที่ควบคุมดูแลการดำเนินการต่าง ๆ ของระบบคอมพิวเตอร์ และประสานการทำงานระหว่างทรัพยากรต่าง ๆ ในระบบคอมพิวเตอร์ ทั้งส่วนที่เป็นซอฟต์แวร์และส่วนที่เป็นฮาร์ดแวร์ให้เป็นไปย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ
    ระบบคอมพิวเตอร์ในระดับไมโครคอมพิวเตอร์ โดยทั่วไปใช้ระบบปฏิบัติการที่จัดเก็บอยู่บนแผ่นบันทึกหรือฮาร์ดดิสก์ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในชื่อของ เอ็มเอสดอส (Microsort Disk Operating System : MS-DOS) ซึ่งพัฒนาโดยบริษัทไมโครซอฟต์คอร์ปอเรชัน ระบบปฏิบัติการนี้ได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ตามความต้องการของผู้ใช้และพัฒนาการทางด้านซอฟต์แวร์และฮารด์แวร์
การเริ่มต้นทำงานของระบบปฏิบัติการดอส
    การเริ่มต้นทำงานของระบบคอมพิวเตอร์จะเริ่มต้นโดยอัตโนมัติจากส่วนของชุดคำสั่งที่จัดเก็บอยู่ บนหน่วยความจำของระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้อ่านได้อย่างเดียวที่เรียกว่ารอม (Read Only Memory : ROM) คำสั่งเหล่านี้จะทำหน้าที่ควบคุมอุปกรณ์พื้นฐานและทำการบรรจุระบบปฏิบัติการจากแผ่นบันทึกหรือฮาร์ดดิสก์ ขึ้นสู่หน่วยความจำหลัก หลังจากนี้การควบคุมการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์จะ ถูกบรรจุปอยู่บนหน่วยความจำหลักเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โปรแกรมหนึ่งในระบบปฏิบัติการดอสที่ถูกบรรจุคือ โปรแกรมคำสั่งที่มีชื่อว่า command.com และกระบวนการเริ่มต้นการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ดังกล่าวนี้เรียกกันทั่วไปว่า การบูทเครื่อง (boot) คอมพิวเตอร์
การบูทเครื่องคอมพิวเตอร์มีอยู่ด้วยกัน 2 วิธีคือ
1. Cold Boot คือการเปิดเครื่องด้วยสวิตช์ปิดเปิดเครื่อง (power)
2. Worm Boot คือ จะใช้วิธีนี้ในขณะที่เครื่องเปิดอยู่ ในกรณีที่เครื่องค้าง (Hank) เครื่องไม่ทำงานตามที่เราป้อนคำสั่งเข้าไป การบูทเครื่องแบบนี้สามารถกระทำได้อยู่ 2 วิธีคือ
    1. กดปุ่ม Reset
    2. กดปุ่ม Ctrl+Alt+Del พร้อมกัน แล้วปล่อยมือ
ชนิดคำสั่ง DOS
คำสั่งของ DOS มีอยู่ 2 ชนิดคือ
1. คำสั่งภายใน (Internal Command) เป็นคำสั่งที่เรียกใช้ได้ทันทีตลอดเวลาที่เครื่องเปิดใช้งานอยู่ เพราะคำสั่งประเภทนี้ถูกบรรจุลงในหน่วยความจำหลัก (ROM) ตลอดเวลา หลังจากที่ Boot DOS ส่วนมากจะเป็นคำสั่งที่ใช้อยู่เสมอ เช่น CLS, DIR, COPY, REN เป็นต้น
2. คำสั่งภายนอก (External Command) คำสั่งนี้จะถูกเก็บไว้ในดิสก์หรือแผ่น DOS คำสั่งเหล่านี้จะไม่ถูกเก็บไว้ในหน่วยความจำ เมื่อต้องการใช้คำสั่งเหล่านี้คอมพิวเตอร์จะเรียกคำสั่งเข้าสู๋หน่วยความจำ ถ้าแผ่นดิสก์หรือฮาร์ดดิสก์ไม่มีคำสั่งที่ต้องการใช้อยู่ก็ไม่สามารถเรียกคำสั่งนั้น ๆ ได้ ตัวอย่างเช่น คำสั่ง FORMAT, DISKCOPY, TREE, DELTREE เป็นต้น

ส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์

1.) ส่วนรับข้อมูล (Input Unit)
เป็น ส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์ ที่ทำหน้าที่รับข้อมูลจากคน และส่งต่อข้อมูลไปยัง หน่วยประมวลผล( Process Unit) เพื่อทำการประมวลผลต่อไป รูปแบบการส่งข้อมูลจากอุปกรณ์รับข้อมูลจะอยู่ในรูปของการส่งสัญญาณเป็นรหัสดิจิตอล (หรือเป็นเลข 0 กับ 1) นั่นเอง อุปกรณ์ส่วนรับข้อมูล ได้แก่
 - คีย์บอร์ด (keyboard)
 - เมาส์ (mouse)
 - สแกนเนอร์ (scanner)
 - อุปกรณ์สแกนลายนิ้วมือ ( finger scan)
 - ไมโครโฟน ( microphone )
 - กล้องเว็บแคม (webcam)
2.) ส่วนประมวลผลข้อมูล ( Central Processing Unit)
เป็นส่วนที่ทำหน้าที่ในการประมวลผลข้อมูลที่รับมาจาก ส่วนรับข้อมูล ( Input Unit) เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ อีกทั้งยังทำหน้าที่ในการควบคุมการทำงานต่างๆ ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์
3.) หน่วยแสดงผล (Output Unit)
เป็นหน่วยที่แสดงผลลัพธ์ที่มาจากการประมวลผลข้อมูล ของส่วนประมวลผลข้อมูล โดยปกติรูปแบบของการแสดงผล มีอยู่ 2 แบบ ด้วยกันคือ แบบที่สามารถเก็บไว้ดูภายหลังได้ และแบบที่ไม่มีสำเนาเก็บไว้
        - แบบที่สามารถเก็บไว้ดูภายหลังได้ เช่น เครื่องพิมพ์ ( Printer) และ  เครื่องวาด (Plotter)
        - แบบที่ไม่มีสำเนาเก็บไว้ เช่น จอภาพ( Monitor) , เครื่องฉายภาพ ( LCD  Projector) และ ลำโพง  
           ( Speaker)
4.) หน่วยความจำ ( Memory Unit)
อุปกรณ์เก็บสถานะข้อมูลและชุดคำสั่ง เพื่อการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ แบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ หน่วยความจำชั่วคราวและหน่วยความจำถาวร
-                   หน่วยความจำชั่วคราว คือ แรม ( RAM: Random Access Memory) เป็น หน่วยความจำที่ใช้ขณะคอมพิวเตอร์ทำงาน ข้อมูลและชุดคำสั่งจะหายไปทุกครั้งที่เราปิดเครื่อง
-                   หน่วยความจำถาวร หรือ หน่วยความจำหลัก ได้แก่ ฮาร์ดดิสก์ Hard Disk ที่ใช้ในการเก็บข้อมูล และ รอม ( ROM: Read Only Memory) ที่ใช้ในการเก็บค่าไบออส หน่วยความจำถาวรจะใช้ในการเก็บข้อมูลของเครื่องคอมพิวเตอร์และจะไม่สูญหายเมื่อปิดเครื่อง

ประวัติความเป็นมาของคอมพิวเตอร์

คอมพิวเตอร์ยุคที่ 1 (พ.ศ. 2497-2501)   
    คอมพิวเตอร์ในยุคนี้ใช้หลอดสุญญากาศ (Vacuum tube) เป็นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องยังมีขนาดใหญ่มาก ใช้กระแสไฟฟ้าจำนวนมาก ทำให้เครื่องมีความร้อนสูงจึงมักเกินข้อผิดพลาดง่าย คอมพิวเตอร์ในยุคนี้ได้แก่ UNIVAC I , IBM 600
คอมพิวเตอร์ยุคที่ 2 (พ.ศ. 2502-2507)
   คอมพิวเตอร์ยุคนี้ใช้ทรานซิสเตอร์ (Transistor) เป็นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ และใช้วงแหวนแม่เหล็กเป็นหน่วยความจำ  คอมพิวเตอร์มีขนาดเล็กกว่ายุคแรก ต้นทุนต่ำกว่า ใช้กระแสไฟฟ้าน้อยกว่า และมีความแม่นยำ
คอมพิวเตอร์ยุคที่ 3 (พ.ศ. 2508-2513)    
   คอมพิวเตอร์ยุคนี้ใช้วงจรไอซี (Integrated Circuit)  เป็นสารกึ่งตัวนำที่สามารถบรรจุวงจรทางตรรกะไว้แล้วพิมพ์บนแผ่นซิลิกอน (Silicon) เรียกว่า "ชิป"
คอมพิวเตอร์ยุคที่ 4 (พ.ศ. 2514-2523)    
   คอมพิวเตอร์ยุคนี้ใช้วงจร LSI (Large-Scale Integrated Ciruit) เป็นการรวมวงจรไอซีจำนวนมากลงในแผ่นซิลิกอนชิป 1 แผ่น สามารถบรรจุได้มากกว่า 1 ล้านวงจร ด้วยเทคโนโลยีใหม่นี้ทำให้เกิดแนวคิดในการบรรจุวงจรที่สำคัญสำหรับการทำงานพื้นฐานของคอมพิวเตอร์นั่นคือ CPU ลงชิปตัวเดียว เรียกว่า  "ไมโครโปรเชสเซอร์"
คอมพิวเตอร์ยุคที่ 5 (พ.ศ. 2524-ปัจจุบัน)  
   คอมพิวเตอร์ยุคนี้ใช้วงจร VLSI (Very Large-Scale Integrated Ciruit) เป็นการพัฒนาไมโครโปรเซสเซอร์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น


ประวัติคอมพิวเตอร์และวิวัฒนาการของคอมพิวเตอร์
-                   [ ประมาณ 2,600 ปีก่อนคริสตกาล ] ชาวจีนได้ประดิษฐ์เครื่องมือเพื่อใช้ในการคำนวณขึ้นมาชนิดหนึ่ง เรียกว่า ลูกคิด ( Abacus)
-                   [ พ.ศ. 2158 ] นักคณิตศาสตร์ชาวสก็อตแลนด์ชื่อ John Napier ได้ประดิษฐ์อุปกรณ์ที่ใช้ช่วยในการคำนวณขึ้นมาเรียกว่า Napier’s Bones เป็นอุปกรณ์ที่มีลักษณะคล้ายกับตารางสูตรคูณในปัจจุบัน
-                    [ พ.ศ.2173 ] วิลเลียม ออตเทรต( William Oughtred) นักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษได้ประดิษฐ์ไม้บรรทัดคำนวณ ( Slide Rule) ซึ่ง ต่อมากลายเป็นพื้นฐานของการสร้างคอมพิวเตอร์แบบอนาลอก
-                   [ พ.ศ.2185 ] เบลส์ ปาสคาล ( Blaise Pascal) นักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศสได้ประดิษฐ์เครื่องบวกลบขึ้น โดยใช้หลัการหมุนของฟันเฟือง และการทดเลขเมื่อฟันเฟืองหมุน ไปครบรอบ โดยแสดงตัวเลขจาก 0-9 ออกที่หน้าปัด
     -   [ พ.ศ.2214 ] กอตฟริต วิลเฮล์ม ไลบ์นิซ ( Gottfried Wilhelm Leibniz ) นักคณิตศาสตร์ชาว
          เยอรมัน ได้ปรับปรุงเครื่องคิดเลขปาสคาล ให้ทำงานได้ดีกว่าเดิม และ  เขายังค้นพบ
          เลขฐานสอง (Binary number)
-                   [ พ.ศ.2288 ] โจเซฟ แมรี่ แจคคาร์ด ( Joseph Marie Jacquard) เป็นชาวฝรั่งเศสได้คิด เครื่องทอผ้า โดยใช้คำสั่งจากบัตรเจาะรูควบคุมการทดผ้าให้มีสีและลวดลายต่าง ๆ
-                   [ พ.ศ.2365 ] ชาร์ล แบบเบจ ( Charles Babbage) นักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษได้ประดิษฐ์เครื่องมือที่เรียกว่าเครื่องหาผลต่าง ( Difference Engine) เพื่อใช้คำนวณและพิมพ์ ค่าทางตรีโกณมิติและฟังก์ชันทางคณิตศาสตร์ แบบเบจได้พยายามสร้าง เครื่องคำนวณอีกชนิดหนึ่งเรียกว่า Analytical Engine โดยมีแนวคิดให้แบ่งการทำงานของเครื่องออกเป็น 3 ส่วนคือ ส่วนเก็บข้อมูล (Store unit), ส่วนควบคุม (Control unit) และส่วนคำนวณ (Arithmetic unit) ซึ่งแนวคิดนี้ได้รับการนำมาใช้เป็นต้นแบบของเครื่องคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน จึงยกย่องแบบเบจ ว่าเป็นบิดาแห่งเครื่องคอมพิวเตอร์ เลดี้ เอดา ออคุสตา เลฟเลค ( Lady Ada Augusta Lovelace ) เป็นนักคณิตศาสตร์ที่เข้าใจผลงานของแบบเบจ ได้เขียนวิธีการใช้เครื่องคำนวณของแบบ
         เบจเพื่อแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์เล่มหนึ่ง ต่อมา เลดี้ เอดา ออคุสตา เลฟเลค จึงได้รับการยก
         ย่องว่าเป็นโปรแกรมเมอร์คนแรกของโลก
     -   [ พ.ศ.2393 ] ยอร์จ บูล ( George Boole) นักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษ ได้คิดระบบ พีชคณิต
          ระบบใหม่เรียกว่า Boolean Algebra โดยใช้อธิบายหลักเหตุผลทางตรรกวิทยาโดยใช้สภาวะเพียง
          สองอย่างคือ True (On) และ False (Off) ร่วมกับเครื่องหมายในทางตรรกะพื้นฐาน ได้แก่ NOT  
          AND และ OR ต่อมาระบบเลขฐานสอง และ Boolean Algebra ก็ได้ถูกนำมาดัดแปลงให้เข้ากับ
          วงจรไฟฟ้า ซึ่งมีสภาวะ 2 แบบ คือ เปิด , ปิด จึงนับเป็นรากฐานของการออกแบบวงจรใน
          ระบบคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน (Digital Computer)
-                  [ พ.ศ.2480-2481 ] ดร.จอห์น วินเซนต์ อตานาซอฟ ( Dr.Jobn Vincent Atan soff) และ คลิฟฟอร์ด แบรี่ ( Clifford Berry) ได้ประดิษฐ์เครื่อง ABC ( Atanasoff-Berry) ขึ้น โดยได้นำหลอดสุญญากาศมาใช้งาน ABC ถือเป็นเครื่องคำนวณเครื่องแรกที่เป็นเครื่องอิเล็กทรอนิกส์
-                  [ พ.ศ.2487 ] ศาสตราจารย์โอเวิร์ด ไอด์เคน (Howard Aiken) แห่งมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ร่วมกับวิศวกรของบริษัทไอบีเอ็มได้สร้างเครื่อง MARK I เป็นผลสำเร็จ แต่อย่างไรก็ตามเครื่อง MARK I นี้ยังไม่ใช่คอมพิวเตอร์ที่แท้จริงแต่เป็นเครื่องคิดเลขไฟฟ้าขนาดใหญ่เท่านั้น
    -    [ พ.ศ.2485-2495 ] มหาวิทยาลัยเพนซิลเลเนียได้สร้างเครื่อง ENIAC (Electronic Numerical  
         Integrator And Calculator) นับได้ว่าเป็นเครื่องคำนวณอิเล็กทรอนิกส์เครื่องแรกของโลกที่ใช้
         หลอดสูญญากาศ และควบคุมการทำงานโดยวิธีเจาะชุดคำสั่งลงในบัตรเจาะรู
-                  [ พ.ศ.2492 ] ดร.จอห์น ฟอน นิวแมนน์ ( Dr.John Von Neumann ) ได้สร้างเครื่องคอมพิวเตอร์ที่สามารถเก็บคำสั่งการปฏิบัติงานทั้งหมดไว้ภายในเครื่อง ชื่อว่า EDVAC นับเป็นคอมพิวเตอร์เครี่องแรกที่สามารถเก็บโปรแกรม ไว้ในเครื่องได้
-                  [ พ.ศ.2496-2497 ] บริษัทไอบีเอ็มได้สร้างคอมพิวเตอร์ชื่อ IBM 701 และ IBM 650 โดยใช้หลอดสุญญากาศเป็นวัสดุสร้าง ต่อมาเกิดมีการพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ที่เป็นสารกึ่งตัวนำขึ้นที่ห้องปฏิบัติการของบริษัท Bell Telephone ได้เกิดทรานซิสเตอร์ตัวแรกขึ้น ต่อมาทรานซิสเตอร์ได้ถูกนำไปแทนหลอดสูญญากาศ จึงทำให้ขนาดของคอมพิวเตอร์เล็กลงและเกิดความร้อนน้อยลง (เครื่องที่ใช้ทรานซิสเตอร์ได้แก่ IBM 1401และ IBM 1620 ).
-                  [ พ.ศ.2508 ] วงจรคอมพิวเตอร์มีการเปลี่ยนแปลงอีกมากเมื่อมีวงจรรวม  ( Integrated Circuit: IC) เกิดขึ้น ซึ่งไอบีเอ็มนี้ได้ถูกนำไปแทนที่ทรานซิสเตอร์ ในวงจรอิเล็กทรอนิกส์ของระบบคอมพิวเตอร์อีกครั้ง ซึ่งผลก็คือทำให้คอมพิวเตอร์มีขนาดเล็กลง
-                  [ พ.ศ.2514 ] บริษัท Intel ได้ใช้เทคโนโลยีของการผลิตวงจรรวมแบบ ( Large Scale Integrated Circuit :LSI ) ทำการรวมเอาวงจรที่ใช้เป็นหน่วยประมวลผลกลาง ( CPU) ของคอมพิวเตอร์มาบรรจุอยู่ในแผ่นไอซีเพียงตัวเดียวซึ่ง ไอซีนี้เรียกว่าไมโครโปรเซสเซอร์ ( Microprocessor)
-                  [ พ.ศ.2506] ประเทศไทยเริ่มมีคอมพิวเตอร์ใช้เป็นครั้งแรก โดยที่คอมพิวเตอร์เครื่องแรกในประเทศไทยได้ติดตั้งที่ ภาควิชาสถิติ คณะพานิชยศาสตร์และการบัญชีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องนี้คือ IBM 1620 ซึ่งได้รับมอบจากมูลนิธิเอไอดี และบริษัทไอบีเอ็ม แห่ง ประเทศไทยจำกัด ปัจจุบันหมดอายุการใช้งานไปแล้ว จึงได้มอบให้แก่ศูนย์บริภัณฑ์การศึกษาท้องฟ้าจำลองกรุงเทพฯ
-                  [ พ.ศ.2507] เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องที่สองของประเทศไทยติดตั้งที่สำนักงานสถิติแห่งชาติ ในเดือนมีนาคม 2507